Breaking News

“ปิดฉากแรงเงา” กรมการปกครอง เปิดปฏิบัติการ ปราบปรามขบวนการค้าแรงงานร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐลักลอบทำบัตร  ผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนอันเป็นเท็จให้แรงงานต่างด้าว

วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.30 น. ณ ห้องประชุม ตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. นายวิทยา นีติธรรม รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี พล.ต.ท.สุรพงษ์ ถนอมจิตร รอง ผบ.ตร.รักษาราชการแทน ผบช.ภ.๘ และ.พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผบ.ตร.ร่วมแถลงข่าว เปิดปฏิบัติการ“ปิดฉากแรงเงา”ปราบปรามขบวนการค้าแรงงานร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐลักลอบทำบัตรผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนอันเป็นเท็จให้กับแรงงานสัญชาติเมียนมา

นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง แถลงว่า สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้มีการจับกุมนายหน้าค้าแรงงานเถื่อนชาวเมียนมา(ขนชาวโรฮิงญา) ในความผิดฐานช่วยเหลือซ้อนเร้นคนต่างด้าวเข้าพักอาศัย เพื่อให้พ้นจากการจับกุม และคดีทำร้ายร่างกายและกักขังหน่วงเหนี่ยวชาวชาวเมียนมา (โรฮิงญา) เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2567 ตรวจพบว่า บุคคลดังกล่าวมีบัตรประจำตัวสองตัวตน คือ (1) บัตรประจำตัวบุคคลคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย เมียนมา(บัตรสีชมพูเลข 00) และ (2) บัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (บัตรสีขาวเลข 0) จึงส่งให้กรมการปกครองตรวจสอบความถูกต้องของบัตรประจำตัวทั้ง 2 ใบ

ต่อมาคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน (DOPA N.I.C.E.) ได้ตรวจสอบกรณีดังกล่าว พบว่ามี อดีตเจ้าหน้าที่ของรัฐอำเภอดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี ในช่วงปี พ.ศ. 2564 – 2565 เป็นผู้จัดทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (บัตรสีขาวเลข 0) ไปจำนวนมากถึง 240 ราย จึงได้นำข้อมูลไปประสานกับศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติ และเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

เพื่อเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลบัตรประจำตัวบุคคลคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย เมียนมา (บัตรสีชมพูเลข 00)ด้วยระบบพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลของกรมการปกครอง และสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ซึ่งปรากฏภาพใบหน้าและลายนิ้วมือตรงกับบุคคลต่างด้าวสัญชาติเมียนมาที่มีหนังสือเดินทาง จำนวน 12 ราย

กรมการปกครอง จึงได้มอบหมายเจ้าหน้าที่เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษกับพนักงานสอบสวน สภ.ดอนสัก เพื่อให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ นายหน้า เจ้าบ้าน และแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมาจำนวนอย่างน้อย 12 ราย จนนำไปสู่การออกหมายจับบุคคลที่เกี่ยวข้อง จำนวน 17 หมาย โดยจะดำเนินการยกเลิก เพิกถอน และจำหน่ายรายการทั้ง 12 ราย และได้ดำเนินการออกคำสั่งระงับความเคลื่อนไหวทางทะเบียนทั้งหมด จำนวน 240 รายแล้ว

พร้อมดำเนินการทางวินัยและให้เจ้าหน้าที่รายดังกล่าวให้ออกจากราชการไว้ก่อน ตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง และจะเดินหน้าสอบสวนขยายผลคดีนี้อย่างต่อเนื่อง หากพบเจ้าหน้าที่ของรัฐมีส่วนเกี่ยวข้อง จะดำเนินการทั้งทางวินัยและทางอาญาอย่างเด็ดขาด พร้อมมีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนทันที  “เราจะไม่ยอมให้ผู้ใดฉวยโอกาสจากงานทะเบียนไปสร้างความเดือดร้อนหรือทำร้ายประชาชนแม้แต่รายเดียว ผู้กระทำผิดทุกคนต้องได้รับโทษตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด”

สำหรับจุดเริ่มต้นของคดีนี้สืบเนื่องจากกรณีข้อมูลบุคคลตามหมายจับ ศาลอาญา  ที่ ๕๕/๒๕๖๔ ลงวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๖๔ ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน ร่วมกันให้คนต่างด้าวเข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม ราย นายโซเฟีย อารอม เลขประจำตัว    ๐-๘๔๐๓-๐๐๐๐๐-๒๑-๑ บุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน ซึ่งเป็นบุคคลเดียวกันกับแรงงานต่างด้าว ราย นายละมอร์   (Mr. Hlamaung) เลขประจำตัว ๐๐-๘๐๐๑-๑๑๙๓๙๙๙-๙ และกรณีคณะทำงานต่อต้านความมั่นคงทางทะเบียน กรมการปกครอง (National Identity Crime Enforcement “DOPA N.I.C.E”) ตามคำสั่งกรมการปกครองที่ 492/2569 ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 ได้รับเรื่องร้องเรียนกรณีการจัดทำทะเบียนประวัติบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (บุคคลที่มีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 0 ในพื้นที่สำนักทะเบียนอำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ชุดสืบสวนจึงได้ทำการขยายผลอย่างละเอียด จากแนวทางการสืบสวนเชิงลึก พบว่า มีรายการบุคคลต่างด้าวที่มีหนังสือเดินทางของประเทศเมียนมาได้ยื่นขอจัดทำทะเบียนประวัติ ตามมาตรา ๑๙/๒ และมาตรา ๓๘ วรรคสอง ซึ่งน่าเชื่อว่า มีเจ้าหน้าที่รู้เห็น การกระทำทุจริตจำนวนหลายคน มีนายหน้าในการนำพาชาวเมียนมา เข้ามาในราชอาณาจักรไทยและจัดทำทะเบียนประวัติบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน และมีลักษณะการทำเป็นขบวนการ จำนวน ๑๒ ราย และอีกจำนวนหนึ่งอยู่ในระหว่างตรวจสอบขยายผลต่อไป

ขณะที่นายจุมพฎ วรรณฉัตรสิริ  ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า อดีตปลัดอำเภอทางตำรวจได้ควบคุมตัวแล้ว ในส่วนของเจ้าหน้าที่ใครมีส่วนรู้เห็น จะดำเนินการขั้นเด็ดขาดมีการสืบสวนสอบสวนต่อไป โดยมีการตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 2 ก.ค.69 ที่ผ่านมาตามคำสั่งของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ไม่มีการช่วยเหลือใดๆทั้งสิ้นแต่ถ้าไม่ได้ทำผิดเขาต้องได้รับความยุติธรรม

…………………………………………………….

 

About The Author

Related posts